Search
วันอาทิตย์ 15 กันยายน 2019
  • :
  • :

EM#47- Don’t Manage People, Manage Expectations

EM#47- Don’t Manage People, Manage Expectations

High Expectation is the Key for Everything :  เป้าหมายที่สูง  คือ  กุญแจของทุกสิ่ง

— โดย Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Walmart —

kevin4เควินกล่าวว่าเขาเป็นผู้จัดการที่แย่ที่สุดคนหนึ่ง  บางทีเขาอาจจะยกข้ออ้างได้ว่าเขาติดนิสัยมาจากการจัดการกับคอมพิวเตอร์มากกว่าการจัดการกับคน   (ก็เพราะว่าคอมพิวเตอร์มันไม่ต้องการแรงจูงใจ  และมันก็ไม่สามารถไปบ่นหา  ว่ากล่าวลูกหาเมียอะไรของมันได้)   ที่เขามาพบว่าเขาเองขาดคุณสมบัติการเป็นนักบริการก็ตอนที่เขาทำธุรกิจของตนเองนี่แหละ  แต่ความตระหนักนั้นก็มาไม่ทันกับเวลาที่ควร

เควินได้เล่าถึงการเริ่มต้นธุรกิจของเขาในช่วงสามปีแรกว่า  เขาไม่มีปัญหาในการทำงาน  ในการจัดการคนเลย  ในความเป็นจริงแล้วเขาไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะต้องมาบริหารคน   ที่ในการรับคนเข้ามาทำงานให้กับเขาใหม่ ๆ นั้น  ไม่จำเป็นต้องพูดกันถึงเรื่องรายได้เงินเดือนอะไรเลย  คนเหล่านั้นไม่ได้รับค่าตอบแทนด้วยซ้ำไปในสองสามปีแรก  แต่ต่างคนก็ต่างพร้อมที่จะระดมความคิด  ออกไอเดียให้กับสร้างซอฟท์แวร์ในการพัฒนาเวบไซต์  และต่างก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง  เพื่อสร้างฝันปั้นจินตนาการให้เป็นจริง  พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นประเภทเทคนิคอลแมนเหมือนเควินนั่นและ  ที่ไม่ได้ต้องอาศัยการจัดการมาขับเคลื่อนมากนัก   มันเป็นเรื่องของการให้คำมั่น  การยึดมั่นในแบบที่ไม่ต้องพูดออกมา  และมีให้อย่างจำเพาะเจาะจงต่องานอย่างไม่มีความเหน็ดเหนื่อย  และต่างมีให้ต่อความคาดหวังที่เรามีร่วมกัน   มันไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปลากเอาซอฟท์แวร์การบริหารจัดการขั้นสูงแล้วเอามาบริหารคน  แบบคนต่อคนตามแบบแผนที่ได้ยินกันมากมาย  เราไม่มีเวลาพอที่จะไปทำสิ่งนั้นแม้นว่าเราจะอยากทำก็ตามเถอะ

เควินมาประสบปัญหาในตอนที่เขาเริ่มรับคนเข้ามาทำงานมากขึ้น  คนเหล่านั้นไม่ได้สนใจเรื่องไอเดียใหม่ ๆ ไม่ได้สนใจเรื่องทีมเวิร์ค   แต่จะสนใจแต่เรื่องผลตอบแทนมากกว่า  การรับคนที่ไม่ได้มีแนวคิด  ไม่มีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายเข้ามาทงานทำให้ต้องปวดหัวมากและเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดไว้ก่อนเลย  เช่น  กรณีที่เขารับพนักงานออกแบบกราฟฟิกมาคนหนึ่ง  คนนั้นเป็นคนที่ทำอะไรล่าช้าไม่ทันการจนเป็นนิสัย   เต็มไปด้วยข้ออ้างสารพัด  คนนั้นอายุมากกว่าเควิน  จนเควินไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไร  คนนั้นสามารถที่จะยกเอาเหตุผลเรื่องลูกเมีย  บ่นคนนั้นคนนี้ได้ตลอดในยามที่จะต้องตอบคำถามว่าทำไมงานของเขาถึงได้ล่าช้า  กระทั่งเควินได้ค้นพบวิธีการที่จัดการกับเขาโดยการบอกว่า  ฉันไม่สนหรอกนะว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่   ฉันไม่สามารถปล่อยให้คุณทำเช่นนั้นได้อีก    มันเป็นเวลาที่ยากลำบากแต่ต่อมาในไม่ช้าเขาก็ค้นพบทางสว่าง

เควินพบว่า  เขาไม่สามารถจัดการที่ตัวคนได้   แต่กลับให้เป็นการจัดการที่ความคาดหวัง  หรือเป้าหมายที่ต้องการมากกว่า   บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งเป็นผลพวงมากจากการที่ไม่สามารถบรรลุตามสิ่งที่คาดหวังได้    ความสัมพันธ์ระหว่างเควินกับนักออกแบบคนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้    แทนที่เควินจะได้บอกถึงความคาดหวังให้ชัดเจน และบอกถึงผลกระทบที่ตามมาหากไม่สามารถบรรรลุได้ตามเป้าหมายนั้น  แต่เควินกลับปฏิบัติต่อเขาเหมือนเพื่อนที่ไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นสิ่งที่เควินเรียกว่า “The Baby Sitting”   ซึงเป็นสิ่งที่เควินต้องหาทางแก้ไข

ต่อมาเควินจึงได้เปลี่ยนวิธี  โดยลงมือบรรจงเขียนความคาดหวังที่ทีมงานและบริษัทต้องการจากตัวนักออกแบบคนนั้น  และให้เขาลงชื่อรับทราบและหากเมื่อใดที่เขาทำได้ไม่ทันเวลา  ไม่ได้ตามความคาดหวัง  เขาก็จะปฏิเสธไม่ได้กับสิ่งที่เขาตกลงไว้   และถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับเควิน

จนท้ายที่สุดเควินก็ต้องให้นักออกแบบคนนั้นออกจากตำแหน่งงานไป  แม้นว่าเขาจะทำงานได้ดีมาก  แต่ก็มักจะไม่ทันเวลาซะเป็นส่วนใหญ่  ทั้งบุคลิกส่วนตัวและแบบแผนการทำงานของเขาที่เข้ากับทีมงานไม่ได้และร้ายที่สุดคือพฤติกรรมของเขาส่งผลด้านลบต่อทีมงาน

เควินได้บทเรียนสำคัญจากกรณีของนักออกแบบกราฟฟิคคนนั้น  และได้ใช้ในการจัดการกับพนักงานที่ขาดระเบียบวินัย  เควินกล่าวว่าคุณต้องแน่ใจนะว่าคุณไม่ได้พยายามจัดการที่ตัวบุคคลไม่งั้นก็เท่ากับว่าคุณกำลังขับเคลื่อนตัวคุณไปอย่างงี่เง่าสิ้นดี  แต่สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำคือ  การกำหนดและบริหารเป้าหมายที่ต้องการให้กับแต่ละคนที่ทำงานให้คุณหรือทำงานกับคุณให้ชัดเจน    และทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นเกาะติดอยู่กับเป้าหมาย  ขจัดความสับสน ไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในภายหลัง  หากคุณทำได้เช่นนี้  เท่ากับว่าคุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการจัดการที่ดีกว่าตัวเควินในครั้งที่เขาเริ่มธุรกิจของเขา

 

 

softbankthaiผมเจตนาแปลให้จนจบแทบจะทุกถ้อยคำ เพราะอยากจะคงอรรถรสของเรื่องเอาไว้  พร้อมกับตัวอย่างของเหตุการณ์  ทั้งที่แก่นของเรื่องนี้ตามศาสตร์สมัยใหม่คือ  การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์  หรือ KPI จำเพาะสำหรับบุคคล  แต่สิ่งที่ต่างไปจากการกำหนด KPI ตามแบบตำราทั่วไปไม่ได้ว่าไว้  คือ   หากคนเหล่านั้นไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

และผมก็ไม่เห็นว่าเควินได้บอกไว้ว่าจะเกิดอะไรกับนักออกแบบคนนั้นหากไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ได้  รู้แต่ว่าเควินต้องให้นักออกแบบคนนั้นออกจากงานไป

ผมว่าเราคงต้องหาทางประยุกต์ใช้คล้าย ๆ กันกับเรื่องนี้  คือ  คุณและโทษ  หรือ ความรับชอบ  และความรับผิด   และเทคนิค Solution ที่สำคัญในตอนนี้คือ  The Baby Sitting  ที่น่าจะแปลว่า  จับมานั่งแบะกับพื้นแล้วสาธยายให้ฟังให้ชัดเจนว่า  เป้าหมายของคุณคืออะไร  และจะเกิดอะไรขึ้นทั้งทางที่ชอบและทางที่ไม่ชอบหากได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผมคิดว่าน่าสนใจไม่น้อย

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น